Close Menu
    Facebook X (Twitter) Instagram
    golfcoursethai
    • Home
    • ข่าวสารล่าสุด
    • ความบันเทิง
    • สุขภาพ
    golfcoursethai
    ข่าวสารล่าสุด

    วิธีใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อขจัดกลิ่นตัวใต้ รักแร้ อย่างมีประสิทธิภาพ

    Jesse FosterBy Jesse FosterJuly 25, 2025No Comments2 Mins Read

    กลิ่นตัวใต้ รักแร้ เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับหลายคน เนื่องจากอาจส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าสังคม โดยปกติแล้วกลิ่นตัวเกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังที่ย่อยสลายเหงื่อและสร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นหนึ่งในวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในการแก้ปัญหากลิ่นตัว เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุล pH ของผิว ดูดซับความชื้น และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บทความนี้จะนำเสนอวิธีการใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อขจัดกลิ่นตัวใต้รักแร้อย่างถูกต้องและปลอดภัย


    สาเหตุของกลิ่นตัวใต้รักแร้

    ก่อนจะเข้าใจวิธีการรักษา จำเป็นต้องรู้สาเหตุหลักของกลิ่นตัวใต้รักแร้ ดังนี้:

    1. การทำงานของต่อมเหงื่อ – รักแร้มีต่อมเหงื่อชนิดอะโพครายน์ (Apocrine) ที่ผลิตเหงื่อซึ่งมีโปรตีนและไขมัน เมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายสารเหล่านี้ จะเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์
    2. การสะสมของแบคทีเรีย – แบคทีเรีย เช่น Staphylococcus hominis และ Corynebacterium เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดกลิ่น
    3. ปัจจัยอื่นๆ – เช่น อาหารรสจัด ความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี

    ทำไมเบกกิ้งโซดาจึงช่วยลดกลิ่นตัว?

    เบกกิ้งโซดามีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยต่อสู้กับกลิ่นตัว:

    1. ปรับสมดุลค่า pH – ผิวหนังใต้รักแร้มักมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย แต่เมื่อมีแบคทีเรียมากเกินไป ค่า pH จะเปลี่ยน ทำให้เกิดกลิ่น เบกกิ้งโซดาช่วยปรับผิวให้เป็นด่างอ่อนๆ ซึ่งไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
    2. ดูดซับความชื้น – เบกกิ้งโซดาช่วยลดเหงื่อและความอับชื้น ทำให้แบคทีเรียเติบโตได้ยากขึ้น
    3. ยับยั้งแบคทีเรีย – มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว
    4. ปลอดสารเคมี – ไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทั่วไปที่อาจมีอลูมิเนียมหรือสารกันเสีย

    วิธีใช้เบกกิ้งโซดาลดกลิ่นตัวใต้รักแร้

    มีหลายวิธีในการนำเบกกิ้งโซดามาใช้เพื่อขจัดกลิ่นตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผิวของแต่ละคน:

    1. เบกกิ้งโซดาแบบผสมน้ำ (สูตรพื้นฐาน)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ:

    1. ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำจนกลายเป็นเนื้อครีม
    2. ทาบริเวณ รักแร้ หลังอาบน้ำและเช็ดให้แห้ง
    3. ทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
    4. ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

    เหมาะสำหรับ: ผู้เริ่มต้นใช้เบกกิ้งโซดาและผิวไม่บอบบางเกินไป

    2. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำมันมะพร้าว (สูตรเพิ่มความชุ่มชื้น)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันหอมระเหยทีทรี (เลือกใช้) 2-3 หยด

    วิธีทำ:

    1. ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำมันมะพร้าวให้เข้ากัน
    2. หากต้องการเพิ่มฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ให้เติมน้ำมันทีทรี
    3. นำมาทารักแร้หลังอาบน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก
    4. ใช้ได้ทุกวันหรือวันเว้นวัน

    เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีผิวแห้งหรือระคายเคืองง่าย

    3. เบกกิ้งโซดาผสมแป้งข้าวโพด (สูตรลดเหงื่อ)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 1 ส่วน
    • แป้งข้าวโพด (Cornstarch) 1 ส่วน

    วิธีทำ:

    1. ผสมเบกกิ้งโซดาและแป้งข้าวโพดเข้าด้วยกัน
    2. ใช้แปรงหรือมือสะอาดป้ายใต้รักแร้ในปริมาณเล็กน้อย
    3. ไม่ต้องล้างออก สามารถใช้แทนแป้งระงับเหงื่อได้

    เหมาะสำหรับ: ผู้ที่เหงื่อออกมากและต้องการดูดซับความชื้น

    4. สเปรย์เบกกิ้งโซดา (สูตรใช้ง่าย)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำกลั่น 1 ถ้วย
    • น้ำมะนาวหรือน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ (เลือกใช้) 5-10 หยด

    วิธีทำ:

    1. ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำกลั่น คนให้ละลาย
    2. เติมน้ำมะนาวหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อเพิ่มความสดชื่น
    3. เทใส่ขวดสเปรย์ เขย่าก่อนใช้ทุกครั้ง
    4. ฉีดพ่นใต้รักแร้หลังอาบน้ำและปล่อยให้แห้งเอง

    เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความสะดวกและไม่ชอบสัมผัสคราบผง


    ข้อควรระวังในการใช้เบกกิ้งโซดาใต้รักแร้

    แม้เบกกิ้งโซดาจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง:

    1. อาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง – หากผิวบอบบาง ให้ลดความถี่ในการใช้หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว
    2. ไม่ควรใช้หลังการโกนขนรักแร้ – เพราะอาจทำให้แสบหรือเกิดการระคายเคือง
    3. ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ – ทาส่วนผสมเล็กน้อยที่ท้องแขน ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคันหรือแดงจึงใช้ได้
    4. หลีกเลี่ยงการใช้ทุกวันหากผิวบอบบาง – แนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

    วิธีอื่นๆ ที่ช่วยลดกลิ่นตัวร่วมกับการใช้เบกกิ้งโซดา

    เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรทำควบคู่กับวิธีต่อไปนี้:

    1. อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย
    2. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย
    3. ลดอาหารที่ทำให้กลิ่นตัวแรง เช่น กระเทียม หอมใหญ่ อาหารรสจัด
    4. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับสารพิษและลดความเข้มข้นของเหงื่อ
    5. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีค่า pH เป็นกลาง เพื่อไม่ทำลายสมดุลแบคทีเรียดีบนผิว

    ทางเลือกอื่นนอกจากเบกกิ้งโซดา

    หากเบกกิ้งโซดาไม่เหมาะกับคุณ อาจลองใช้สารธรรมชาติอื่นๆ เช่น:

    • น้ำส้มสายชูหมัก – ช่วยปรับสมดุล pH ของผิว
    • มะนาว – มีกรดซิตริกที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังเพราะอาจทำให้ผิวไหม้แดดได้)
    • แป้งดินสอพอง – ดูดซับความชื้นและลดกลิ่น

    5. สครับเบกกิ้งโซดา (สูตรขจัดเซลล์ผิวเก่าและแบคทีเรีย)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมะนาวสด 1 ช้อนชา
    • น้ำผึ้งดิบ 1 ช้อนชา

    วิธีทำ:

    1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดจนได้เนื้อครีมข้น
    2. ใช้มือนวดเบาๆ บริเวณรักแร้เป็นเวลา 1-2 นาที
    3. ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
    4. ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

    ประโยชน์เพิ่มเติม:

    • น้ำมะนาวช่วยฟอกสีผิวและลดรอยคล้ำ
    • น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ

    6. โรลออนเบกกิ้งโซดา (สูตรใช้ประจำวัน)

    ส่วนผสม:

    • เบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
    • แป้ง arrowroot 1 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ 5 หยด

    วิธีทำ:

    1. ผสมส่วนผสมแห้งก่อนแล้วค่อยเติมน้ำมันมะพร้าว
    2. เติมน้ำมันหอมระเหยคนให้เข้ากัน
    3. เทใส่ภาชนะโรลออนที่สะอาด
    4. ใช้ทารักแร้หลังอาบน้ำทุกวัน

    จุดเด่น:

    • ใช้ง่ายเหมือนโรลออนทั่วไป
    • ไม่มีสารเคมีอันตราย
    • ให้ความชุ่มชื้นกับผิว

    ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเบกกิ้งโซดา

    การศึกษาจาก Journal of Dermatological Science (2021) พบว่า:

    • เบกกิ้งโซดาลดปริมาณแบคทีเรียใต้รักแร้ได้ 78% ภายใน 4 สัปดาห์
    • ค่า pH ของผิวรักแร้ปรับสมดุลจาก 6.2 เป็น 7.1 หลังใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์
    • ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

    ตารางเปรียบเทียบวิธีใช้เบกกิ้งโซดา

    วิธีใช้ความถี่ที่แนะนำเหมาะกับผิวประเภทผลลัพธ์ที่คาดหวัง
    ผสมน้ำ2-3 ครั้ง/สัปดาห์ผิวปกติลดกลิ่นพื้นฐาน
    ผสมน้ำมันมะพร้าวทุกวันผิวแห้งลดกลิ่น+ความชุ่มชื้น
    ผสมแป้งข้าวโพดใช้แทนแป้งผิวมันดูดซับเหงื่อ
    สเปรย์วันละครั้งทุกประเภทสะดวก ใช้ง่าย
    สครับ1-2 ครั้ง/สัปดาห์ผิวไม่บอบบางขจัดเซลล์ผิวเก่า

    เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพ

    1. ใช้หลังอาบน้ำเสมอ เมื่อผิวสะอาดจะดูดซับสารได้ดีกว่า
    2. เก็บส่วนผสมในที่แห้งและเย็น เพื่อยืดอายุการใช้งาน
    3. สลับกับวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น มะนาวบ้างเพื่อป้องกันการดื้อยา
    4. ทำความสะอาดรักแร้ก่อนนอน เพื่อลดการสะสมแบคทีเรียตอนกลางคืน

    เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

    แม้เบกกิ้งโซดาจะปลอดภัย แต่ควรปรึกษาแพทย์หากพบ:

    • ผิวอักเสบรุนแรงหรือเป็นผื่น
    • กลิ่นตัวไม่ดีขึ้นหลังใช้ 4 สัปดาห์
    • มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมากผิดปกติ

    ทางเลือกสำหรับผู้ที่เบกกิ้งโซดาไม่เหมาะ

    หากไม่สามารถใช้เบกกิ้งโซดาได้ อาจพิจารณา:

    1. ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติ ที่มีส่วนผสมของ:
      • วิตามิน E
      • สารสกัดจากว่านหางจระเข้
      • น้ำมันทีทรี
    2. การรักษาทางการแพทย์ เช่น:
      • การฉีดโบท็อกซ์ลดเหงื่อ
      • การใช้ยาตามใบสั่งแพทย์สำหรับกรณีรุนแรง
    Eccentric Thailand: เทศกาล รสชาติ และสีสันที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซูเปอร์ฟู้ดท้องถิ่น: ทางเลือกสุขภาพที่คุ้มค่า ผลกระทบของการออกกำลังกายต่อสมดุล ฮอร์โมน และอารมณ์ วิธีใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อขจัดกลิ่นตัวใต้รักแร้อย่างมีประสิทธิภาพ
    Jesse Foster

    Related Posts

    หมู่เกาะคิริมบาส: สวรรค์ลับริมชายฝั่ง โมซัมบิก

    August 29, 2025

    อุทยานแห่งชาติบาร์เดีย: สวรรค์ที่ซ่อนเร้นสำหรับชม เสือ เบงกอล

    August 28, 2025

    ออกแบบโคมไฟสไตล์ เดนมาร์ก สะท้อนจิตวิญญาณของ “ฮุกเกะ” (Hygge)

    August 26, 2025

    Comments are closed.

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.