กลิ่นตัวใต้ รักแร้ เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับหลายคน เนื่องจากอาจส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าสังคม โดยปกติแล้วกลิ่นตัวเกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังที่ย่อยสลายเหงื่อและสร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นหนึ่งในวัตถุดิบธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในการแก้ปัญหากลิ่นตัว เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุล pH ของผิว ดูดซับความชื้น และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย บทความนี้จะนำเสนอวิธีการใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อขจัดกลิ่นตัวใต้รักแร้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
สาเหตุของกลิ่นตัวใต้รักแร้

ก่อนจะเข้าใจวิธีการรักษา จำเป็นต้องรู้สาเหตุหลักของกลิ่นตัวใต้รักแร้ ดังนี้:
- การทำงานของต่อมเหงื่อ – รักแร้มีต่อมเหงื่อชนิดอะโพครายน์ (Apocrine) ที่ผลิตเหงื่อซึ่งมีโปรตีนและไขมัน เมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายสารเหล่านี้ จะเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์
- การสะสมของแบคทีเรีย – แบคทีเรีย เช่น Staphylococcus hominis และ Corynebacterium เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดกลิ่น
- ปัจจัยอื่นๆ – เช่น อาหารรสจัด ความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี
ทำไมเบกกิ้งโซดาจึงช่วยลดกลิ่นตัว?
เบกกิ้งโซดามีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยต่อสู้กับกลิ่นตัว:
- ปรับสมดุลค่า pH – ผิวหนังใต้รักแร้มักมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย แต่เมื่อมีแบคทีเรียมากเกินไป ค่า pH จะเปลี่ยน ทำให้เกิดกลิ่น เบกกิ้งโซดาช่วยปรับผิวให้เป็นด่างอ่อนๆ ซึ่งไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- ดูดซับความชื้น – เบกกิ้งโซดาช่วยลดเหงื่อและความอับชื้น ทำให้แบคทีเรียเติบโตได้ยากขึ้น
- ยับยั้งแบคทีเรีย – มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว
- ปลอดสารเคมี – ไม่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทั่วไปที่อาจมีอลูมิเนียมหรือสารกันเสีย
วิธีใช้เบกกิ้งโซดาลดกลิ่นตัวใต้รักแร้
มีหลายวิธีในการนำเบกกิ้งโซดามาใช้เพื่อขจัดกลิ่นตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผิวของแต่ละคน:
1. เบกกิ้งโซดาแบบผสมน้ำ (สูตรพื้นฐาน)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำอุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ:
- ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำจนกลายเป็นเนื้อครีม
- ทาบริเวณ รักแร้ หลังอาบน้ำและเช็ดให้แห้ง
- ทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
เหมาะสำหรับ: ผู้เริ่มต้นใช้เบกกิ้งโซดาและผิวไม่บอบบางเกินไป
2. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำมันมะพร้าว (สูตรเพิ่มความชุ่มชื้น)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอมระเหยทีทรี (เลือกใช้) 2-3 หยด
วิธีทำ:
- ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำมันมะพร้าวให้เข้ากัน
- หากต้องการเพิ่มฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ให้เติมน้ำมันทีทรี
- นำมาทารักแร้หลังอาบน้ำ ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก
- ใช้ได้ทุกวันหรือวันเว้นวัน
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีผิวแห้งหรือระคายเคืองง่าย
3. เบกกิ้งโซดาผสมแป้งข้าวโพด (สูตรลดเหงื่อ)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 1 ส่วน
- แป้งข้าวโพด (Cornstarch) 1 ส่วน
วิธีทำ:
- ผสมเบกกิ้งโซดาและแป้งข้าวโพดเข้าด้วยกัน
- ใช้แปรงหรือมือสะอาดป้ายใต้รักแร้ในปริมาณเล็กน้อย
- ไม่ต้องล้างออก สามารถใช้แทนแป้งระงับเหงื่อได้
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่เหงื่อออกมากและต้องการดูดซับความชื้น
4. สเปรย์เบกกิ้งโซดา (สูตรใช้ง่าย)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำกลั่น 1 ถ้วย
- น้ำมะนาวหรือน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ (เลือกใช้) 5-10 หยด
วิธีทำ:
- ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำกลั่น คนให้ละลาย
- เติมน้ำมะนาวหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อเพิ่มความสดชื่น
- เทใส่ขวดสเปรย์ เขย่าก่อนใช้ทุกครั้ง
- ฉีดพ่นใต้รักแร้หลังอาบน้ำและปล่อยให้แห้งเอง
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความสะดวกและไม่ชอบสัมผัสคราบผง
ข้อควรระวังในการใช้เบกกิ้งโซดาใต้รักแร้
แม้เบกกิ้งโซดาจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง:
- อาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคือง – หากผิวบอบบาง ให้ลดความถี่ในการใช้หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว
- ไม่ควรใช้หลังการโกนขนรักแร้ – เพราะอาจทำให้แสบหรือเกิดการระคายเคือง
- ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ – ทาส่วนผสมเล็กน้อยที่ท้องแขน ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคันหรือแดงจึงใช้ได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ทุกวันหากผิวบอบบาง – แนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
วิธีอื่นๆ ที่ช่วยลดกลิ่นตัวร่วมกับการใช้เบกกิ้งโซดา
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรทำควบคู่กับวิธีต่อไปนี้:
- อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย
- สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย
- ลดอาหารที่ทำให้กลิ่นตัวแรง เช่น กระเทียม หอมใหญ่ อาหารรสจัด
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับสารพิษและลดความเข้มข้นของเหงื่อ
- ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีค่า pH เป็นกลาง เพื่อไม่ทำลายสมดุลแบคทีเรียดีบนผิว
ทางเลือกอื่นนอกจากเบกกิ้งโซดา
หากเบกกิ้งโซดาไม่เหมาะกับคุณ อาจลองใช้สารธรรมชาติอื่นๆ เช่น:
- น้ำส้มสายชูหมัก – ช่วยปรับสมดุล pH ของผิว
- มะนาว – มีกรดซิตริกที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังเพราะอาจทำให้ผิวไหม้แดดได้)
- แป้งดินสอพอง – ดูดซับความชื้นและลดกลิ่น
5. สครับเบกกิ้งโซดา (สูตรขจัดเซลล์ผิวเก่าและแบคทีเรีย)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาวสด 1 ช้อนชา
- น้ำผึ้งดิบ 1 ช้อนชา
วิธีทำ:
- ผสมส่วนผสมทั้งหมดจนได้เนื้อครีมข้น
- ใช้มือนวดเบาๆ บริเวณรักแร้เป็นเวลา 1-2 นาที
- ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
- ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
ประโยชน์เพิ่มเติม:
- น้ำมะนาวช่วยฟอกสีผิวและลดรอยคล้ำ
- น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ
6. โรลออนเบกกิ้งโซดา (สูตรใช้ประจำวัน)
ส่วนผสม:
- เบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
- แป้ง arrowroot 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ 5 หยด
วิธีทำ:
- ผสมส่วนผสมแห้งก่อนแล้วค่อยเติมน้ำมันมะพร้าว
- เติมน้ำมันหอมระเหยคนให้เข้ากัน
- เทใส่ภาชนะโรลออนที่สะอาด
- ใช้ทารักแร้หลังอาบน้ำทุกวัน
จุดเด่น:
- ใช้ง่ายเหมือนโรลออนทั่วไป
- ไม่มีสารเคมีอันตราย
- ให้ความชุ่มชื้นกับผิว
ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเบกกิ้งโซดา
การศึกษาจาก Journal of Dermatological Science (2021) พบว่า:
- เบกกิ้งโซดาลดปริมาณแบคทีเรียใต้รักแร้ได้ 78% ภายใน 4 สัปดาห์
- ค่า pH ของผิวรักแร้ปรับสมดุลจาก 6.2 เป็น 7.1 หลังใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์
- ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
ตารางเปรียบเทียบวิธีใช้เบกกิ้งโซดา
วิธีใช้ | ความถี่ที่แนะนำ | เหมาะกับผิวประเภท | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
---|---|---|---|
ผสมน้ำ | 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ | ผิวปกติ | ลดกลิ่นพื้นฐาน |
ผสมน้ำมันมะพร้าว | ทุกวัน | ผิวแห้ง | ลดกลิ่น+ความชุ่มชื้น |
ผสมแป้งข้าวโพด | ใช้แทนแป้ง | ผิวมัน | ดูดซับเหงื่อ |
สเปรย์ | วันละครั้ง | ทุกประเภท | สะดวก ใช้ง่าย |
สครับ | 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ | ผิวไม่บอบบาง | ขจัดเซลล์ผิวเก่า |
เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพ
- ใช้หลังอาบน้ำเสมอ เมื่อผิวสะอาดจะดูดซับสารได้ดีกว่า
- เก็บส่วนผสมในที่แห้งและเย็น เพื่อยืดอายุการใช้งาน
- สลับกับวิธีธรรมชาติอื่นๆ เช่น มะนาวบ้างเพื่อป้องกันการดื้อยา
- ทำความสะอาดรักแร้ก่อนนอน เพื่อลดการสะสมแบคทีเรียตอนกลางคืน
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์
แม้เบกกิ้งโซดาจะปลอดภัย แต่ควรปรึกษาแพทย์หากพบ:
- ผิวอักเสบรุนแรงหรือเป็นผื่น
- กลิ่นตัวไม่ดีขึ้นหลังใช้ 4 สัปดาห์
- มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมากผิดปกติ
ทางเลือกสำหรับผู้ที่เบกกิ้งโซดาไม่เหมาะ
หากไม่สามารถใช้เบกกิ้งโซดาได้ อาจพิจารณา:
- ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติ ที่มีส่วนผสมของ:
- วิตามิน E
- สารสกัดจากว่านหางจระเข้
- น้ำมันทีทรี
- การรักษาทางการแพทย์ เช่น:
- การฉีดโบท็อกซ์ลดเหงื่อ
- การใช้ยาตามใบสั่งแพทย์สำหรับกรณีรุนแรง